 |
|
มิกิมาเที่ยวบาหลีอีกครั้งค่ะ ที่บอกว่ามาเที่ยวก็เพราะขณะที่เขียนต้นฉบับนี้อยู่ที่บาหลีนั่นเอง ...
“บาหลี” มนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ ประเทศอินโดนีเซีย ได้รับการขนานนามว่า “อัญมณีแห่งมหาสมุทรอินเดีย” ด้วยความสวยงามทางธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว กับวัฒนธรรมที่ได้การสืบทอดมานานกว่าพันปี ทำให้บาหลีโดดเด่นและมีความน่าสนใจรอบด้าน จนผู้คนทั่วโลกต่างเดินทางมาการันตีด้วยตัวเองมานักต่อนักแล้ว
สำหรับมิกิวันนี้ “บาหลี” เปลี่ยนไป ไม่รู้สิ ...เพราะการเป็นหัวหน้าทัวร์ ที่ต้องทำงานด้วยและแอบเที่ยวไปด้วย ทำให้การสังเกตสิ่งรอบด้านอาจจะมีเวลาน้อย แต่ก็ต้องใส่ใจสิ่งเหล่านี้เท่าที่มีเวลาให้มากขึ้น
เดินทางไปบาหลี
เที่ยวบิน Air Asia บินตรงระหว่างกรุงเทพสู่เกาะบาหลี ออกเช้ามาก 6.15 น ซึ่งหมายความว่ามิกิต้องเช็คอินตั้งแต่ ตี 4 แว๊บแรกไม่มั่นใจในตัวเองเลยว่าจะตื่นทันไหม ยิ่งบินกับสารการบินโลว์คอสแบบนี้ ยิ่งต้องระวังเรื่องเวลาเช็คอินมาก ๆ เพราะถ้ามาสายทางสายการบินจะไม่ให้เช็คอินเลย ไม่ว่าคุณจะมีเหตุผลอย่างไร ไม่ว่าคุณจะมาสายแค่ 1 นาทีเท่านั้น ไม่ว่าเวลาที่เหลือก็น่าจะพอให้คุณได้ขึ้นเครื่องทันถมเถ เชื่อไหมคะว่ามิกิเห็นคนที่มาเช็คอินไม่ทันในทุกเที่ยวบิน และทางเดียวที่ทำได้ คือซื้อตั๋วใหม่และเดินทางใหม่กับเที่ยวบินถัดไป
มิกิเลยรู้สึกรักการบินไทยมากๆ คุณจะเคยเห็นเจ้าหน้าที่การบินไทย พาผู้โดยการวิ่งไปให้ทันขึ้นเครื่องเพราะผู้โดยการมาเช็คอินช้า (บางครั้งถึงขนาดโทรบอกนักบินให้รอก่อนอย่าเพิ่งไป) แต่คุณจะไม่ได้เห็นสารการบินโลว์คอสทำอย่างนั้นแน่ ๆ
กรุงเทพ - บาหลี ไปกลับ โดย Air Asia ราคาตั๋วเครื่องบินประมาณ 11,000 บาท
แต่เทคนิคกันหลับลึกมิกิมาพักโรงแรมใกล้สนามบินในคืนก่อนการบิน โรงแรมค่อนข้างเต็มเลยได้พักโรงแรมเล็ก แถว ๆ ลาดกระบัง ซึ่งมีรถรับส่ง ไปกลับสนามบิน เขามีบริการมอนิ่งคอลเลยมั่นใจว่ามีคนปลุกแน่ ๆ (ติดต่อโรงแรมได้ที่เคาเตอร์ ในสนามบินสุวรรณภูมิได้เลยค่ะ มีโรงแรมทุกราคาให้เลือกในแถบๆนั้น จองแล้วก็มีรถมารับทันทีเลย ) |
 |
 |
 |
|
จากกรุงเทพสู่บาหลี ใช้เวลา 4 ชั่วโมง 5 นาที สนามบินบาหลีเป็นสนามบินเล็ก ๆ ที่ตอนเครื่องลงเหมือนจะลงจอดบนทะเล รันเวย์ยื่นไปในทะเล ก็สร้างความตื่นเต้นดี ใจหนึ่งก็นึกว่าจะได้ว่ายน้ำซะแล้ว
บาหลีอากาศสดใสมาก ร้อนจัด แต่มีลมทะเลพัดผ่านตลอดเวลา ทุกคนสามารถรับรู้ได้เมื่อออกจากประตูเครื่องบินจากความวุ่นวายที่เรารู้สึกตลอดเวลาอยู่กรุงเทพฯ รถติด การเดินทางรีบเร่ง...มาที่นี่ทีไรรู้สึกว่าโลกหมุนช้าลงทุกที
เพราะอะไรเหรอคะอาจจะเป็นเพราะลมทะเลทำให้ผู้คนทำอะไรได้ช้าลง ชีวิตไม่รีบเร่งกับเข็มนาฬิกา มีรอยยิ้มแสนใจดี ที่ทำให้เราเห็นแล้วต้องยิ้มตอบ คิดดูว่าแม้แต่บันไดเลื่อนที่สนามบินยังเลื่อนไปช้าๆ เทียบกับประเทศสิงคโปร์จะรู้สึกได้ทันทีเลยว่าบันไดเลื่อนของเขาเลื่อนไปเร็วมาก ผู้คนจะดูรีบเร่งไม่มีเวลายิ้มแย้มให้ใคร คงเพราะกลัวตกบันไดนั่นเองนะ มิกิคิดว่าอย่างนั้นนะ |
 |
 |
|
ยิ่งสนามบินบาหลีดูบ้านๆ มีขนาดเล็กๆ ประมาณสนามบิน เชียงใหม่ แต่เก่าแก่มีเสน่ห์ดึงดูด น่าประหลาดใจ เป็นสนามบินที่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รีสอร์ทหรูของบาหลี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับของดารา ฮอลลีวูด และไฮโซระดับโลก แต่ในขณะเดียวกัน บาหลีก็ยินดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวแบคแพคเกอร์จากทั่วโลก ที่พักราคาประหยัด หาได้ทั่วไปในบาหลี
มิกิพักที่โรงแรมระดับ 3 ดาว Aston Butan Kuta โรงแรมเล็ก ๆ ที่น่ารักมาก ตกแต่งเป็นธีมสีม่วง ห้องพักสะอาด มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ราคาห้องคืนละ 2,000 บาท มิกิจองโรงแรมไว้ล่วงหน้าค่ะ จากสนามบินนั่งแทกซี่โดยเอาที่อยู่ของโรงแรมให้ที่เคาเตอร์แทกซี่และจ่ายค่าแท็กซี่เลยที่เคาเตอร์ โรงแรม Aston ที่บาหลีมีหลายโรงแรม ต้องบอกที่อยู่ด้วยค่ะ จะได้ไม่สับสน มิกิจ่ายค่าแท็กซี่ไปประมาณ 200 บาท
ครั้งนี้มาบาหลีค่อนข้างอิสระไม่มีการวางแพลนอะไรทั้งนั้น แต่ก่อนจะออกไปสำรวจด้านนอกถึงที่พักของีบเอาแรงก่อนนิดหนึ่งนะคะ ครอกฟี้ ๆ ๆ
ตื่นมาอีกทีก็ตอนค่ำมิกิไปเดินเล่นแถวโรงแรม อ้อ! คนบาหลีสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก ไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเลย แม้แต่ยามเฝ้าประตู คำถามที่เขามักจะถามนักท่องเที่ยวคือ มาจากประเทศไหน และจะอยู่ที่บาหลีกี่วัน แถมด้วย Welcome Home แหมให้เรานับ “บาหลี” เป็นบ้านซะอย่างนั้น
นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งที่เมื่อมาถึงบาหลีแล้วจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น คนบาหลีมีเซอร์วิสมายด์มาก เปรียบเทียบกับคนไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้ว มิกิรู้สึกว่าคนบาหลี ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่าบ้านเรา อาจเป็นเพราะเขาพูดภาษาอังกฤษได้ดี เลยมั่นใจในการแสดงออก |
 |
จริงๆ คนไทยก็ใจดี อยากช่วยเหลือและต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ปัญหาด้านภาษา ทำให้เรามีเหมือนกำแพงกั้น แม้แต่พนักงานต้อนรับของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นปราการด่านแรกในการต้อนรับนักท่องเที่ยวของเรา ก็ทำสีหน้าไม่ดี เมื่อมีฝรั่งมาถามข้อมูล เคยมีคนบ่นกับมิกิว่ามาเที่ยวเมืองไทยแล้วไม่ประทับใจ เพราะพนักงานโรงแรมไม่ยิ้ม ไม่สุภาพ เวลาให้ข้อมูลก็มีสีหน้ารำคาญ มิกิก็แก้ตัวไปว่า คงเพราะเขาพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง ก็เลยมีสีหน้ากังวล
ช็อปปิ้ง Kuta Beach / Discovery Centre
บาหลีมีชายหาดสวยงามมากมายหลายแห่ง แต่ละแห่งไม่เหมาะกับการว่ายน้ำเล่นนัก เพราะคลื่นใหญ่และแรงมาก แต่เหมาะสำหรับการเล่นกีฬาทางน้ำโดยเฉพาะกระดานโต้คลื่น
ของที่น่าซื้อที่ “คูต้า บีช” คือเสื้อผ้าเท่ ๆ แนวสปอร์ตตี้ พวก Quick Silver, Roxy , Billabong แบรนด์พวกนี้ เป็น แบรนด์ดังมาจากออสเตรเลียค่ะ เพราะคนออสเตรเลียมาเที่ยวบาหลีเยอะมาก แต่ละร้านจะมีเซลอยู่ตลอด ต้องแวะไปดูสักหน่อยเผื่อได้สอยมาสัก 2 -3 ตัว มาเที่ยวที่นี่มิกิใช้รถรับส่งฟรีของโรงแรม ซึ่งมีเวลารับส่งเป็นเวลาแต่ละรอบจะให้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ในการช็อปปิ้ง |
 |
|
อาหารที่บาหลี
อาหารเช้าที่โรงแรม เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลบุฟเฟท์ แต่ก็มีกลิ่นอายความเป็นบาหลี เช่น ข้าวผัด นาซี โกเร็ง ที่ต้องลอง บะหมี่ผัดก็อร่อย ข้าวต้มกินกับเครื่องต่าง ๆ แบบจีน ปลาทอด ก็มีให้ชิม แม้พลเมืองบาหลีจะเป็นนับถือฮินดูอยู่ถึง 80% แต่ก็มีคนที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ด้วย อาหารที่บาหลีจะไม่มีหมูเลย เน้นอาหารทะเลเป็นส่วนใหญ่ อาหารทะเลสดๆ ที่หาดจิมบาลัน โรแมนติกดินเนอร์ใต้แสงเทียนที่จิมบาลัน เป็นโปรแกรมที่ต้องไม่พลาดจริงๆ ตั้งโต๊ะกันบนผืนทราย คอยดูพระอาทิตย์ดวงโต ตกดิน อาหารทะเลสดๆ ที่จะทำเป็นย่าง ทอด หรือ นึ่งก็ได้ ทานอาหารทะเลกับข้าวสวยร้อน น้ำจิ้มชนิดต่างๆ และผัดผักบุ้ง พอแสงอาทิตย์เริ่มหมดลง จะมีการจุดพลุและมีวงดนตรีทั้งแบบโบราณและแบบไม่โบราณเดินตามโต๊ะต่างๆ โต๊ะข้างๆ มิกิถึงกับลุกขึ้นเต้นยักย้ายส่ายสะโพกอย่างสนุกเลยกับเพลงถูกใจ พอเพลงจบเขาจะเปิดหมวกให้เราใส่เงินให้ แล้วแต่สมัครใจว่าจะใส่เท่าใหร่ โรแมนติกจริงๆ นะคะที่หาดจิมบาลันแห่งนี้
The 1,000 Temple Island
บาหลี มีฉายาว่าเป็นเกาะ 1,000 วัด ซึ่งเป็นวัดฮินดูซะส่วนมาก และมีขนาดแตกต่างกันไป อย่าง “วัดอูลูวาตู” ที่ตั้งบนหน้าผาเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมากแห่งหนึ่ง แต่มิกิอยากแนะนำเพิ่มเติมว่าให้ระวัง “ลิง” เป็นพิเศษ เพราะลิงที่วัดนี้ร้ายกาจมาก ดุร้ายและเป็นลิงขี้ขโมย มีอยู่ประมาณ 50 ตัว คิดดูว่าขณะที่เราเดินชมวัด ลิงจะตามเรามาตลอด และหยิบฉวยยื้อแย่งข้าวของที่อยู่ในตัวเรา มีช่วงหนึ่งลิงตัวใหญ่หน้ากลัวมากเดินตามมิกิมา ตอนแรกมิกิไม่เข้าใจว่าจะมาทำอะไร ปรากฎว่าเขากระโดดเกาะหลังมิกิ และกระชากเอาแว่นกันแดดไปเลยค่ะ พอมิกิกรี๊ดกราด โวยวาย เพราะเป็นแว่นอันโปรดจนคนเลี้ยงลิง ตามไปดุและโยนอาหารให้ลิงเพื่อให้เอาแว่นมาคืน แล้วยังไงรู้ไหมคะ มิกิต้องจ่ายตังค์ ให้กับคนเลี้ยงลิงคนนั้น เพื่อแลกกับของของมิกิด้วย ต้องจ่ายไป 10,000 รูเปี๊ย หรือ ประมาณ 40 บาท
อารมณ์เสีย! จากนั้นมิกิก็เดินชมวัดแบบไม่มีความสุขเพราะลิงเจ้าถิ่นยังวางท่าเดินคุมเชิงตลอดเวลา ลึก ๆ มิกิเชื่อว่าลิงพวกนี้ถูกฝึกมาให้ขโมยข้าวของของนักท่องเที่ยว เพื่อแลกกับที่เจ้าของจะไปตามกลับมาให้ ลิงจะกระชากกล้องถ่ายรูป รองเท้า (โดยเฉพาะรองเท้าเด็กๆ ) ต่างหู แว่น หมวก และอื่นๆ ที่มีค่า...ใจร้ายมาก มิกิไม่ประทับใจเลย ใจหนึ่งก็อยากหอบเอาลิงเหล่านี้กลับเมืองไทยมาให้อาจารย์แม่ฝึกมารยาทกันสักหน่อย แม้ว่าจะพลาดการชมการแสดงเต้นรำแบบบาหลีที่วัดแห่งนี้ เพราะไม่มีแก่ใจจะดูก็ตามทีเถอะ
อ้อ! การจ่ายเงินแลกกับของให้ลิง จะขึ้นอยู่กับมูลค่าของนั่น ๆ นะคะ เช่น ถ้าเป็น I Phone ต้องจ่ายประมาณ 50,000 รูเปี๊ยะ หรือ ประมาณ 200 บาท รองเท้า 1 ข้าง 5,000 รูเปี๊ยะ หรือ 15 บาท โดยเจ้าของลิงจะบอกราคาเรามา ขี้โกงมาก
มิกิเช่ารถตู้ 350,000 รูเปี๊ยะ หรือ ประมาณ 1,000 บาท เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีจาก Kuta ราคานี้รวมคนขับและน้ำมันแล้ว ค่าเข้าวัด 3,000 รูเปี๊ยะ หรือ 12 บาท |
|
Day Trip ภูเขาคินตามณี
วันนี้มิกิมีเวลาเต็มวัน กับการนัดหมายกับคนขับรถตู้ให้พาไปดู “ภูเขาไฟบาร์ตู” กับ “ทะเลสาบบราตัน” “วัดน้ำพุศักสิทธิ์” เหมารถตู้ทั้งวัน 45,000 รูเปี๊ยะ แต่ต้องใช้บริการไม่เกิน 10 ชั่วโมง ถ้ามากกว่านั้นต้องจ่ายเพิ่ม ชั่วโมงละ 5,000 รูเปี๊ยะ แนะนำว่ามาเที่ยวบาหลี ใช้รถเหมาดีกว่าหาได้ง่าย ที่โรงแรมก็มีไว้บริการ แต่อาจจะแพงกว่าราคาข้างนอกนิดหน่อย แต่ก็สะดวกดี
การเดินทางจากหาดคูต้าไปภูเขาคินตามณี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ตลอดระยะทางคดเคี้ยว ดังนั้นคนขับถึงต้องชำนาญทางมาก และสองข้างทางสวยงามเหลือเกิน แถมยังผ่านอูบุด หมู่บ้านอาร์ตตัวแม่ ให้แวะชมเพลินๆ อีกด้วย รับรองว่าเป็นการนั่งรถที่ไม่เบื่อไม่เมื่อยตูดแน่นอน
มาถึงภูเขาคินตามณีเพื่อดูภูเขาไฟบาร์ตู ( ที่อยู่ใกล้ๆ กัน) นี่คือภูเขาไฟที่ยังมีชิวิต หมายความว่ามันอาจจะระเบิดออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ ภูเขาไฟระเบิดพ่นเถ้าถ่าน ออกมาครั้งสุดท้าย เมื่อปี ค.ศ. 2000 ตื่นเต้นดีค่ะ มันอาจจะระเบิดขึ้นมาตอนที่เรามาเที่ยวนี่ก็ได้นี่นา คนเรานี่ก็ซาดิสต์ในตัวรู้ว่าอันตรายรู้ว่าเสี่ยงยังอพยพกันมาดูมาเที่ยวมาถ่ายภาพ อิอิ
โชคดีวันนี้อากาศสดใสมองเห็นภูเขาไฟบาร์ตูชัดเจนมาก เราแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารริมทาง อาหารห่วย มาก ๆ ห่วยจริงอะไรจริง เพราะมากี่ทีกี่ทีก็รู้สึกว่าอาหารรสชาติไม่อร่อยเลย ส่วนใหญ่จะเป็นบุฟเฟต์แต่อย่างที่บอกล่ะคะ ว่าไม่อร่อย สั่งแค่ข้าวผัดมาทานก็พอแล้วไม่ต้องชื้อเป็นชุดบุฟเฟต์หรอก นั่งทานไปพร้อมชมความสวยงามของภูเขาไฟไปก็พอทนได้ อีกอย่างอากาศหนาวใกล้ภูเขาค่อนข้างหนาวนะคะ ใครที่มาต้องเตรียมเสื้อหนาวมาเผื่อไว้ด้วย |
 |
 |
|
จากภูเขาไฟแวะชิม “กาแฟขี้ชะมด” แก้วละ 500 บาทกันค่ะ กาแฟขี้ชะมดถือว่าเป็นกาแฟที่อร่อยที่สุดในโลก เพราะผ่านการหมักในท้องชะมดมาแล้ว ทำให้ได้รสชาติพิเศษ ด้วยชะมดจะเลือกกินเฉพาะเม็ดกาแฟที่ดีที่สุดเท่านั้น ตอนชะมดอึออกมายังมีเปลือกหุ้มอยู่แต่ขอร้องว่า อย่าเดินไปดูชะมดที่กรงก่อนที่จะมาชิมกาแฟ เพราะถ้าเห็นขี้ชะมดก่อนแล้ว อาจจะทานไม่ลงก็ได้ |
 |
 |
ทางร้านจะจัดให้เราชิมแกแฟหลายๆ แบบ ฟรีๆ แต่ถ้าอยากชิมกาแฟขี้ชะมดจะต้องซื้อ ลองดูค่ะแก้วเดียวชิมกันหลายๆ คนก็ได้ จะได้รู้ว่าอร่อยจริงไหม แต่มิกิว่ายังไงก็สู้กาแฟสตาร์บัค ร้านโปรดมิกิไม่ได้ค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะ น้องชะมดเธอไม่ถูกจริตจ๊ะ
วัดน้ำพุศักสิทธิ์ ปูระ ตีร์ตา อัมเปิล Pura Tirta Emple
วัดน้ำพุศักสิทธ์ที่ชาวบาหลีเชื่อว่า น้ำที่ผุดออกมาตลอดทั้งปีนั้น รักษาโรคภัยและนำความโชคดีมาให้ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ลงไปอาบน้ำในบ่อน้ำพุที่นี่ น้ำเย็นมากนะคะ ต้องอาศัยความกล้าหาญมากเลยล่ะ วันนี้ก็ถือว่าโชคดี ที่วัดกำลังมีพิธีสำคัญทางศาสนาอยู่พอดี ชาวบาหลีแต่งตัวสวยงาม มาบูชาพระเจ้าของเขาเต็มไปหมด และวัดก็ตกแต่งสวยงาม ดูสนุกสนานไม่เงียบเหงาเหมือนกับวันอื่นๆ ที่มิกิเคยมาเลย
ขากลับเข้าในเมืองรถติดอีกตามเคย รถติดที่บาหลีหนักกว่ารถติดที่กรุงเทพอีก มีฝรั่งนักท่องเที่ยวคงจะปวดฉี่จนทนไม่ไหวลงจากรถไปฉี่ข้างทาง แล้ววิ่งตามรถที่คลานไปช้าๆ ยังสามารถทันเลย ขนาดมิกิลองนอนหลับตื่นมาอีกทีรถยังอยู่ที่เดิม...อุ๊แม่เจ้า ถ้าคนขับรถบอกว่าอย่าไปเลยรถติดก็จงฟังเขานะคะ เพราะเขารู้จริงและรถก็ติดจริง |
|
ไปให้ถึงอูบุด เมืองอาร์ตตัวแม่
เหลือเวลาอีก 3 วันที่บาหลี อารมณ์อยากพักผ่อนสบาย ๆ เพราะจัดเต็มมาหลายวัน ตัดสินใจที่จะใช้เวลาที่เหลือที่อูบุด ซึ่งเป็นเมืองแห่งศิลปะบาหลีแท้ๆ ห่างจากสนามบินไปทางเหนือ ประมาณ 2 ชั่วโมง มิกิจองโรงแรมไว้ล่วงหน้า แต่ก็ไม่จำเป็นนะคะ เพราะโรงแรมเล็ก โรงแรมใหญ่ในอูบุดมีให้เลือกมากมาย เข้าไปแบบ walk in ได้สบายๆ แนะนำว่าที่พักที่อูบุด ควรเลือกพักในย่านใจกลางเมือง การเดินทางไปอูบุด ง่ายๆ ก็คือ โทรไปที่โรงแรมที่เราจะไปพัก ให้เขามารับ เพราะโรงแรมมักจะมีรถรับส่งที่สนามบินอยู่แล้ว อย่างมิกิพักอยู่ที่โรงแรมก็บอกชื่อโรงแรม และก็นัดหมายเวลากัน ค่ารถตู้ประมาณ 1,000 บาท
ไปอูบุดทำไม
อูบุดเหมาะสำหรับมาพักผ่อนค่ะ เลือกโรงแรมที่มีสระว่ายน้ำก็ดีนะ จะได้ว่ายน้ำเล่น นอนเล่นเย็นๆใจริมสระน้ำ เดินไปดูร้านรวงต่างๆ ร้อนนัก ก็กินไอติมรสแปลกๆ ลองไอติมรสพริก หรือ รสขิง ก็เข้าท่า อูบุดเพิ่งจะมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ชาวบ้านบางคนบอกว่า ก็ตั้งแต่คุณพี่ “จูเลีย โรเบิร์ต” มาถ่ายทำหนัง Eat Pray Love ที่นี่ ก็มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมอูบุดกันมากขึ้นมาก เดินกันขวักใขว่ทั้งวันทั้งคืนเลยล่ะ อูบุดแบ่งเป็นหมู่บ้านตามความชำนาญในงานศิลป์แต่ละด้าน หมู่บ้านงานวาด งานปั้น หรืองานไม้ ซึ่งสวยมาก ๆ เห็นแล้วอยากหอบกลับมาเยอะๆ ซึ่งหากซื้อจนหอบไม่ไหว ก็มีร้านรับส่งให้ทางเรือ สินค้าส่งออกของอูบุด เป็นรูปภาพวาดขนาดใหญ่ รูปปั้นหิน หรือ ไม้แกะสลักแผ่นเท่าประตูบ้าน ของพวกนี้ต้องส่งทางเรือเท่านั้นค่ะ
อูบุดเหมาะสำหรับมาพักผ่อนค่ะ เลือกโรงแรมที่มีสระว่ายน้ำก็ดีนะ จะได้ว่ายน้ำเล่น นอนเล่นเย็นๆใจริมสระน้ำ เดินไปดูร้านรวงต่างๆ ร้อนนัก ก็กินไอติมรสแปลกๆ ลองไอติมรสพริก หรือ รสขิง ก็เข้าท่า อูบุดเพิ่งจะมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ชาวบ้านบางคนบอกว่า ก็ตั้งแต่คุณพี่ “จูเลีย โรเบิร์ต” มาถ่ายทำหนัง Eat Pray Love ที่นี่ ก็มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมอูบุดกันมากขึ้นมาก เดินกันขวักใขว่ทั้งวันทั้งคืนเลยล่ะ อูบุดแบ่งเป็นหมู่บ้านตามความชำนาญในงานศิลป์แต่ละด้าน หมู่บ้านงานวาด งานปั้น หรืองานไม้ ซึ่งสวยมาก ๆ เห็นแล้วอยากหอบกลับมาเยอะๆ ซึ่งหากซื้อจนหอบไม่ไหว ก็มีร้านรับส่งให้ทางเรือ สินค้าส่งออกของอูบุด เป็นรูปภาพวาดขนาดใหญ่ รูปปั้นหิน หรือ ไม้แกะสลักแผ่นเท่าประตูบ้าน ของพวกนี้ต้องส่งทางเรือเท่านั้นค่ะ |
 |
 |
|
เมืองอูบุดมีถนนเส้นหลัก 1 สาย เริ่มต้นจาก Forest Monkey ที่มีลิงอาศัยอยู่เยอะมาก ซึ่งโรงแรมของมิกิอยู่แถวนี้ ร้านค้าที่เรียงรายตามถนนเส้นหลัก มักจะเป็นร้านอาหาร เสื้อผ้า ร้านของฝาก และร้านขายงานศิลปะต่างๆ เดินดูทั้งวันได้ไม่เบื่อ แต่ถ้าจะซื้อแนะนำให้เดินไปจนถึงตลาดอูบุด ซึ่งอยู่ใกล้ๆ สี่แยกใหญ่เพียงแห่งเดียวของที่นี่ ที่ตลาดจะเป็นแหล่งรวมสินค้ามากมายหลายอย่าง ต่อราคาได้ประมาณ 3-4 เท่า เท่าที่มิกิมองๆ ดูแล้ว สินค้าที่ตลาดจะเหมือนๆ กับที่จัดสวยงามในร้านหรูๆ ข้างทางเลยค่ะ แต่ที่ตลาดจะราคาถูกกว่ามาก
สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อคือ Forest Monkey ซึ่งมิกิไม่ได้ไปหรอกค่ะ ไม่รู้จะไปทำไมให้ลิงรังแก ลิงพวกนี้เป็นลิงป่าแย่งของเราไปแล้วไม่คืนด้วย บางตัวก็ตัวใหญ่น่ากลัวมาก
อาหารที่อูบุด
โรงแรมที่มิกิอยู่เป็นโรงแรมขนาดใหญ่แห่งแรกของอูบุด มีชื่อเสียงมากในเรื่องลิงมาแย่งอาหารเช้า ห้องอาหารเป็นแบบเปิดโล่ง ซึ่งมีอาหารมากมายแบบบุฟเฟต์ให้เลือก อาหารอร่อยแต่กินไปก็ต้องมองรอบๆ ไป เพราะจะมีฝูงลิง (ลิงทั้งฝูง จริงค่ะ ไม่ได้พูดเล่น ) คอยจ้องจะแย่งอาหารจากมือเรา หรือจากจานเราไป เจ้าหน้าที่โรงแรมแต่ละคน จะมีไม้ยาวๆ ไว้คอยไล่ลิง แต่ลิงก็จะคอยทีเผลอ วิ่งมาแย่งอาหาร อย่าคิดมากค่ะ ต้องมีอารมณ์ขำ ทุกโต๊ะก็กินไป ระแวงลิงไป หัวเราะขำเวลาที่ลิงแย่งของไปได้ อาหารโปรดของลิงก็คือ พวกขนมปัง ครัวซองต่างๆ
อาหารเที่ยงหรือ เย็นแนะนำนั่งเล่นชิวๆ ที่ร้านอาหารในสวน หรือ ริมทุ่งนา อาหารพื้นเมืองที่ต้องลองคือ กาโด กาโด้ ซึ่งเป็นผักนึ่งกินกับซอสถั่วลิสง คล้ายๆ น้ำจิ้มหมูสะเตะบ้านเราอร่อยดี
หลังอาหารเย็น เดินเล่นเย็นใจมิกิแวะดูโชว์เต้นรำแบบบาหลี ที่โรงละครของเมือง ซึ่งเขาแสดงมีทุกคืน เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม โดยโชว์นี้จะเปลี่ยนเรื่องราวไปทุกคืน แสดงโดยนักแสดงฝึกหัดของอูบุด บัตรราคาประมาณ 100 บาท โรงละครนี้ ตั้งอยู่ข้างๆ สนามกีฬาของเมือง หาไม่ยาก
คืนสุดท้ายที่อูบุด ฝนตกหนักมาก มิกิไม่ยอมแพ้ กางร่มอันใหญ่เดินไปหาของอร่อยกินอีกจนได้ คืนนี้เป็นคืนฮาโลวีน จะอยู่ในห้องให้ผีมาหลอกไม่ได้ ...(มิกิเองก็ไม่ส่องกระจกด้วยเดี๋ยวกลัวตัวเอง555) ฝนตกได้ไม่นานก็หยุด ได้ยินเสียงน้ำไหลในท่อระบายน้ำใต้ทางเดินเท้าดังซ่าซ่า... อูบุดเป็นเนินเขา ฝนที่ตกจึงใหลลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว |
 |
 |
|
มาเที่ยวบาหลีครั้งนี้เปลี่ยนไปกว่าครั้งก่อน เพราะมีทั้งสุข สนุก ตื่นเต้น เหวี่ยง วีน และ อารมร์เสีย เรียกได้ว่าครบทุกรสชาติค่ะ |
 |
 |
 |
 |
 |