วันศุกร์ , 25 พฤษภาคม 2018
ข่าวสาร
You are here: Home » เที่ยวเกาหลีหลากหลายตามสไตล์ blogger » [รีวิว] Backpack 10 วันที่เกาหลีใต้ (Part I) By neungbionic

[รีวิว] Backpack 10 วันที่เกาหลีใต้ (Part I) By neungbionic

[REVIEW] Backpack 10 วันที่เกาหลีใต้ (Part I)

05.10.12 01:04 PM

          
         การได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ การได้ขึ้นเครื่องบิน หรือการได้ไปเปิดหูเปิดตาสถานที่ที่เราเรียกกันว่าต่างประเทศ หรือในความหมายของที่เรา ๆ เรียก ๆ กันคือ “เมืองนอก” อาจจะเป็นความใฝ่ฝันยิ่งใหญ่ของใครบางคนที่ไม่ได้เกิดมารวยมีเงินใช้ ไปเที่ยวเมืองนอกได้เตามใจอำเภอใจได้ หนึ่งไบออนิคก็คือหนึ่งในคนกลุ่มนั้น…

 

“เพลงเกาหลี K-pop ก็ร้องมันได้ทุกเพลง ซีรีย์เกาหลีมีเรื่องไหนบ้างไม่เคยผ่านตา”


ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงเป็นเหตุว่าทำให้หนึ่งไบออนิคใฝ่ฝันมากที่อยากจะไปประเทศเกาหลี (แบบ Backpack หรือไปเอง) กับเขาบ้าง จะให้ไปกับทัวร์ก็ไม่เอานะ เหตุผลคือ ไปได้น้อยวันบวกกับบางที่เราอยากจะไปก็ไปไม่ได้ ชีวิตการเที่ยวอยู่ในกรอบที่เขากำหนด “เอ้าเดินตามมาทางนี้…ขึ้นรถคันนี้…ให้เวลาที่นี่ 1 ชม. เข้าห้องน้ำอีก 10 นาที…นอนห้องนี้…กินที่นี่ บลา ๆ ๆ” ด้วยเหตุผลเหล่านี้มันจึงทำให้หนึ่งไบออนิคขยาดกับความที่ต้องอยู่ในกรอบของการไปเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์

การที่จะไปเกาหลีใต้จะต้องทำอย่างไรบ้าง ?

1) บางคนอาจบอกว่าขั้นแรกคือ การเสิร์จหาข้อมูลประเทศ การรีวิวผู้ที่เคยไปมา ดูสภาพอากาศ แต่สำหรับไบออนิคขั้นแรกคือการหา “เพื่อนร่วมทริป” เพื่อนนี่แหละสำคัญที่สุด เพื่อนที่จะไปกับเราได้ก็ต่อเมื่อ“เขาอยากไปเกาหลีใต้” “เขาอยากไป 10 วันเหมือนเรา” “เขามีเงินพร้อมที่จะไป” และ “เขาอยากไปกับเรา”
การไปเกาหลีใต้แบบ Backpack ในครั้งนี้ใช้เวลาในการรวบรวมสมัครพรรคพวกร่วมเดือนถึงจะลงตัว ตอนแรกก็จะไปกันเป็น 10 แต่ท้ายที่สุดมาลงตัวอยู่ที่ 4 คนคือ หนึ่งไบออนิค พี่เก๋ ตอง และปัน

2) การหาตั๋วเครื่องบิน ไบออนิคใช้ทุกวิถีทางในการหาตั๋วเครื่องบินราคาไม่เกิน 20,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นการโทรไปจองกับเอเจนซี่ตั๋วเครื่องบิน โทรสายตรง ก็ไม่มีตั๋วเลย ตอนนั้นคิดว่าทริปนี้จะล่มซะแล้ว แต่ในที่สุดก็ได้ตั๋วที่งานท่องเที่ยวที่ศุนย์ประชุมแห่งชาติฯ (เดือนกพ.) สายการบินขนาดเล็กสัญชาติเกาหลี Jeju Air ในราคา 18,000 บาท

3) การหาที่พัก เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ อีกอย่างในการใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีถึง 10 วัน โชคดีที่มีเพื่อนที่ชอบ Backpack ไปเกาหลีมาก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้งจึงแนะนำที่ Jongnowon Guesthouse(http://www.jongnowon.com/) ให้ โดยทำการอีเมลล์จองห้องอย่างเรียบร้อย 615,000 วอน (16,605 บาทไทย ซึ่งหมายถึงต้องจ่ายที่พักกันคนละ 4,151 บาทไทย)

4) การตรวจสอบสภาพอากาศว่า หนาวไหม หนาวแค่ไหน หนาวขนาดต้อง Overcoat เลยไหม แต่โชคดีที่ทราบมาว่าช่วงเดือนเมษายนของเกาหลีเป็นช่วงที่อากาศหนาว (กำลังดี) อากาศประมาณใส่เสื้อกันหนาวตัวเดียวก็เอาอยู่ (ในตอนกลางวัน) แต่ค่อนข้างโชคร้ายที่ว่าตอนนั้นประเทศญี่ปุ่นมีข่าวว่าเตากำมันตะรังสีระเบิดครั้งใหญ่ทำให้มีสารพิษลอยยู่ในอากาศ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นก็อยู่ใกล้กับประเทศเกาหลีใต้มาก
รวมถึงไปหาข้อมูลการท่องเที่ยวมาว่าอยากไปที่ไหนอะไรยังไงบ้าง เรียงลำดับได้ด้วยก็ดีเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาที่ตอนอยู่ที่เกาหลีใต้ แผนที่ต่าง ๆ ซึ่งที่กล่าวมานี้ไปหาได้ที่ศุนย์การท่องเที่ยวเกาหลี Korean Toursim Organization (http://www.kto.or.th/) ที่เอสพลานาด รัชดาภิเษก ขอได้ฟรี ปรึกษาได้ฟรีนะ
อีกอย่างที่แนะนำคือ Application บน iOS คือ Jihachul ไว้ดูตารางการเดินรถไฟใต้ดินในเกาหลี ดีและสะดวกมาก มันจะบอกเราเสร็จสรรพเลยว่าถ้าจะไปจากสถานี A-B หากมีจะต้องมีการต่อไปรถไฟเส้นอื่น มันก็จะบอกในนั้นเลย สะดวกมาก แนะนำ ๆ
5) เช็ค Passport ว่าหมดอายุหรือไม่ ทำหรือยัง ถ้ายังก็ให้ไปทำได้ที่ศูนย์ออกหนังสือเดินทางที่ปิ่นเกล้า (ฝั่งตรงข้ามเซ็นทรัลปิ่นเกล้า) สะดวกรวดเร็วมาก โชคดีที่หากไปประเทศเกาหลีใต้ไม่เกิน 90 วันไม่ต้องของ Visa ซึ่งจุดนี้เป็นข้อดีของทั้งเราและประเทศเกาหลี เราได้ไปเที่ยวแบบไม่ยุ่งยาก เกาหลีใต้เขาก็ได้เงินสะพัดเข้าประเทศมากมายจากนักท่องเที่ยว win-win

6) เงินสกุลเกาหลี ไปแลกมาให้เรียบร้อย แนะนำให้ไปแลกกับร้าน Superrich ที่ซอยตรงข้ามเซ็นทรัลเวิลล์นะจะได้เรทที่ดีกว่าธนาคารเยอะเลย ตอนที่แลกได้เรท 0.027 ซึ่งถือว่าโอเคทีเดียว ซึ่งแลกไปทั้งหมดประมาณ 1,480,000 วอน (40,000 บาท)


—— 08.10.2011 ——
ทีนี้มาถึงวันเดินทาง ก่อนหน้านั้นแอบตื่นเต้นอยู่กับปัญหาที่ว่า “กูจะไปรอดไหม…กลัวนู้น…กลัวนี่…กลัวนั่น…กลัวไปหมดทุกอย่าง” แต่โชคดีที่กลางคืนนอนหลับ ตื่นเช้ามาจัดกระเป๋าใบใหญ่ เอาเสื้อผ้าไปไม่กี่ตัว เสื้อหนาวอีก 2 ตัว รองเท้าผ้าใบ 1 คู่ของใช้ส่วนตัว บลา ๆ ๆ ๆ คือ เอาไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ขากลับเราจะได้ขนกันมาได้อย่างเต็มที่ 555

โดยสายการบิน Jeju Air เครื่องจะออกในเวลา 00:25 นาที แต่ด้วยความตื่นเต้นไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ 2 ทุ่ม แต่ไม่เป็นไรเอาความชัวร์ไว้ก่อน ขอไม่ตกเครื่องเป็นพอ…

หลังจาก Check-in ที่เคาเตอร์ของ Jeju Air ตอนประมาณ 5 ทุ่ม ชั่งกระเป๋าตอนขาไปแล้วได้น้ำหนัก 12 กิโล (นี่ขนาดไม่เยอะนะ) ได้ Boarding Pass ใบต่าง ๆ ให้กรอกแล้ว ขั้นต่อไปก็ผ่านตรวจคนออกเมือง ตรวจพาสปอร์ต แสกนนู้นนี่นั่น บลา ๆ ๆ ๆ แล้วก็ถึง Duty Free สวรรค์ของผู้ที่ชอบการช้อปปิ้ง และก็ถึงเวลาขึ้นเครื่อง



ก่อนที่จะเล่าไปถึงเรื่องต่อไปจะขออธิบายภาพด้านล่างนี้ก่อนคือ มันเป็นความโง่งมของไบออนิคอีกแล้ว ผู้ชายที่นั่งในแถวเดียวกันนั้น ด้วยความที่เราเห็นเขาพูดกับแอร์โฮสเตสด้วยภาษาเกาหลีอย่างคล่องแคล่ว ไอ้เราก็คนเกาหลีแน่นอน ฉะนั้นนินทากันอย่างไม่เกรงกลัว ใช่เพราะเขาเป็นคนเกาหลีฟังไทยไม่รู้เรื่องหลอก การนินทา กัดจิกดำเนินกันไปอย่างต่อเนื่อง…ไปหยุดหย่อน จนกระทั่ง อาหารมื้อค่ำบนเครื่องมาแล้วจ้า มันมีขนมชนิดหนึ่งที่เป็นขนมเกาหลี ไม่รู้เรียกว่าอะไร พี่เก๋แกเลยทำฟอร์มเป็นถามด้วยภาษาอังกฤษสวย ๆ ไปว่า
 พี่เก๋: “What is this?” 
 หนุ่มเกาหลี: “ขนมครับ”
เท่านั้นละครับพี่น้อง หน้าต่างก็มีช่องอยู่นิดเดียวเปิดก็ไม่ได้ ไม่งั้นมีหวังหนึ่งได้กระโดดฆ่าตัวตายไปแล้วครับท่าน… และหลังจากนั้นพี่เก๋แกก็ชวนเขาคุย (ด้วยภาษาไทย) ได้ความว่า เขาเป็นคนเกาหลีแหละแต่มาเรียนที่ ABAC ตามพ่อมาทำงานที่ไทย และกำลังจะหลับไปเป็นทหารตามกฏเกณฑ์ของบ้านเขานั่นแหละ

ต่อไปที่โดยรวมเครื่องของ Jeju Air จะใช้สีที่เป็นตีมคือ “สีส้ม” ซึ่งขนาดของเครื่องนั้นเล็ก (มาก) เมื่่อจอดเทียบกับสายการบินอื่น ๆ เขานั่นแหละ แต่หนึ่งไบออนิคเฉย ๆ นะกับเรื่องว่าเครื่องเล็กหรือใหญ่ เพราะมันนั่งแค่ประมาณ 6 ชั่วโมงเอง ไม่ใช่สาระที่จะต้องไปเสียตังร่วม 3 หมื่นเลย (ยกเว้นคนมีเงินกับตัวใหญ่มาก ๆ นะ) เพราะ Jeju Air ก็ไม่ได้เลวร้ายซะหน่อย
อีกอย่างไม่ต้องบอกก็รู้ว่า Jeju Air เป็นเครื่องบินสัญชาติเกาหลีเพราะทั้งลำมีแต่คนเกาหลีทั้งนั้นเลย เห็นคนไทยเดินผ่านไปไม่กี่คนเอง
ที่นั่งของไบออนิคอยู่ทางด้านซ้ายของเครื่องบินประมาณแถวที่ 8 จากด้านหน้า ที่นั่งแถวละ 5 ที่นั่งแบ่งเป็น 3-2 โดยมีอาหารว่างให้ระหว่างทางด้วย ภายในกล่องมี ขนมปัง โยเกิร์ต กล้วย และขนมของเกาหลี (ขนมนี่แนะนำอย่ากิน เหตุผลจะบอกให้ในภายหลัง 555) และผ้าเช็ดปาก เครื่องดื่มมก็มีให้เลือก 2 อย่างคือ น้ำส้มและน้ำเปล่า (หากจะขอน้ำเปล่าจากแอร์โฮสเตสให้ออกเสียงภาษาอังกฤษให้ชัดว่า “วา-เท้อ” คุณจะได้น้ำเปล่าตามที่ต้องการ อย่าออกเสียงว่า “วอร์-เท้อ” คุณจะไม่ได้)

ตอนเครื่องเตรียมชาร์ทพลังเพื่อเตรียมเทคตัวขึ้นจากพื้นดิน ทุกท่านที่เคยนั่งเครื่องบินแล้วก็คงจะทราบว่ามันดังขนาดไหน และแล้วเวลาก็ผ่านไปอย่างช้า ๆ เครื่องก็ตกหลุมอากาศทุก 5 วินาทีตลอดเวลา ทำให้นอนไม่หลับ มองออกไปเครื่องบินมันบินเหนือเมฆมองอะไรไม่เห็น จะเห็นก็แต่เหมือนเป็นแค่ทะเลกว้าง ๆ ไกลสุดลูกหูลูกตา
ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ปวดท้อง สาดดดดดดดดด ไม่ใช่แค่ปวดธรรมดา ปวดแบบท้องเสียด้วย เพราะอีขนมนั่นแท้ ๆ เพราะในกล่องอาหารว่างกินอันนั้นไปชิ้นเดียว มันต้องเป็นเพราะขนมนรกนี่แน่นอน! ทำไงดีหละห้องน้ำ เคยได้ยินกิตติศัพท์ห้องน้ำเครื่องบินมาก็เยอะ นี่หลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าแล้วนะ แต่นี่ให้ตายเถอะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ผับผ่าซิ เข้าไปยืนมองโถอยู่นานสองนาน “ปล่อยหรือไม่ปล่อยดีไหมวะ” ท้ายที่สุดคำตอบคือ “ไม่” เดินออกจากห้องน้ำมาอย่างเพลีย ๆ พร้อมมองนาฬิกา OMG! อีก 3 ชม. กว่าจะถึงเกาหลี
และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง สจ๊วดประกาศว่า ถึงแล้ว เวลาเท่าไร เตรียมตัวรัดเข็มขัดบลา ๆ ๆ ๆ แต่ขอชมว่าสจ๊วดคนนี้แลนด์ดิ้งได้นิ่มเหนือคำบรรยายมาก ไม่ให้ความรู้สึกว่าล้อแตะพื้นเลย (คงเป็นเพราะลำเล็กด้วย) ไท้งั้นของเสียในท้องกูทะลักออกมาแน่นอน…

เมื่อลงเครื่องมาแล้วก็รีบรุดเข้าให้น้ำไปในทันทีอย่างรวดเร็ว ในขณะที่่มองไปที่ประตู พระเจ้าประตูห้องน้ำที่ Incheon Airport นั้นน่ากลัวมาก มีช่องห่างระหว่างประตูกับของประมาณ 1 นิ้ว พูดง่าย ๆ คือ ใครก็สามารถมองเข้ามาได้ แต่จุดนั้นคือ “กูไม่สนแล้ว”
พอทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว ก็มาถึงส่วนที่คนไทยเมื่อจะเดินทางมาเกาหลีใต้พูดถึงมากที่สุดคือ ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม.เกาหลี ที่น่ากลัวเป็นที่ล่ำลือเหล่านั้น หนึ่งไบออนิคขอการันตีตรงนี้เลยว่า “ไม่ได้มีความน่ากลัวเลย” พี่แกหน้าเหลือบมาดูหน้าแวบเดียวว่าตรงกับ Passport หรือเปล่าเท่านั้นแหละ ปั้ม ๆ ๆ ๆ ๆ เสร็จ….

พอผ่านมาแล้วก็มาเอากระเป๋าที่รางเลื่อน ๆ และก็แอบแชะสักรูปก่อนออกจากเกท…

About admin

Leave a Reply

Scroll To Top